การลงทุน นอกประเทศ

การลงทุน นอกประเทศ
การลงทุน นอกประเทศ

การลงทุน นอกประเทศ

การลงทุน นอกประเทศ หลักการลงทุนสำหรับนักลงทุนที่ว่า “ไข่ไม่ควรอยู่ในตะกร้าเดียว” เป็นการกระจายความเสี่ยงลงทุนที่ยั่งยืนและใช้ได้ดีตลอดกาล เนื่องจากตลาดทุนไทยเล็กมากเมื่อเทียบกับตลาดทุนนอกประเทศที่กว้างใหญ่ราวกับมหาสมุทร ดังนั้นการลงทุนสำหรับผู้ที่มีความมั่งคั่งสูง (High Net Worth Individual) ควรต้องกระจาย การลงทุนนอกประเทศ ที่มีทางเลือกลงทุนที่หลากหลายกว่า

เพื่อปกป้องมูลค่าของทรัพย์สินและเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุน
ทั้งนี้แม้การลงทุนต่างประเทศมีปัจจัยความเสี่ยงมากกว่าการลงทุนในประเทศไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนและความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก แต่จากสถิติ 5 ปีที่ผ่านมาพบว่า การลงทุนนอกประเทศ นั้นผลตอบแทนดีกว่า โดยมอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)

ได้จัดอันดับ 10 กองทุนรวมที่หาผลตอบแทนสูงสุดราย 5 ปี จนถึงวันที่ 15 มีนาคม 2562 ที่ส่วนใหญ่เป็นกองทุนรวมเพื่อลงทุนต่างประเทศ (FIF) (ตาราง 10 อันดับกองทุนรวมที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในรอบ 5 ปี)

ดังนั้นจึงไม่ประหลาดใจเลยถ้ามูลค่าทรัพย์สินสุทธิ์ (NAV) และจำนวนกอง FIF เพิ่มขึ้นทุกปี นับจากปี 2545 ที่มี FIF เพียง 5 กองทุน มูลค่า NAV 1.68 พันล้านบาทเพิ่มเป็น 668 กองทุน NAV 1 ล้านล้านบาท ณ สิ้นปี 2561 จากสัดส่วน FIF

ต่อมูลค่าสินทรัพย์สุทธิกองทุนรวมทั้งอุตสาหกรรม 0.39% ในปี 2545 เป็นประมาณ 1 ล้านล้านบาท 20.91% ในปี 2561 และ 21.49% ในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 หรือประมาณ 1.1 ล้านล้านบาทจากกองทุนรวมทั้งหมดประมาณ 5 ล้านล้านบาท (กราฟ: มูลค่าสินทรัพย์สุทธิกองทุน FIF และสัดส่วนและสัดส่วนต่อกองทุนรวม)

อย่างไรก็ตามการลงทุนนอกประเทศนั้นไม่ได้จำกัดเฉพาะการลงทุนผ่าน FIF หนทางเดียว ยังมีการลงทุนประเภทอื่น อาทิ การลงทุนหุ้น ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ ทรัสต์เพื่อการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ สตรัคเจอร์โน้ต และทองคำรวมถึงการลงทุนทางเลือกที่นักลงทุนสามารถลงทุนได้โดยตรงโดยการเปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ในประเทศ

เปิดบัญชีกับธนาคารเพื่อใช้บริการที่ปรึกษาการลงทุนกับไพรเวทแบงกิ้ง ไพรเวท เวลล์ หรืออจะใช้บริการกองทุนรวมซึ่งมีกองทุนให้เลือกหลายประเภทกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ที่มีการให้บริการเพื่อให้ได้ผลตอบแทนและความเสี่ยงแตกต่างกันไป